Long Live The King

19 โครงการอสังหาริมทรัพย์ดีเด่น พ.ศ.2555 รับโล่ของนายกรัฐมนตรี

AREA แถลง ฉบับที่ 130/2555: วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

 

19 โครงการอสังหาริมทรัพย์ดีเด่น พ.ศ.2555 รับโล่ของนายกรัฐมนตรี

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย

ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย

บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

            ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ได้แถลงให้ทราบถึงการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณโครงการอสังหาริมทรัพย์ดีเด่น พ.ศ. 2555 โดยจากการสำรวจโครงการ 1,300 โครงการในทุกรอบครึ่งปี ได้พบเห็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจและน่ายกย่องหลายโครงการ และเพื่อเป็นการยกย่องโครงการที่ดีที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและสังคมอย่างเด่นชัด จึงจัดการประกาศเกียรติคุณนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ดีเพื่อผู้บริโภคและสังคมโดยรวม ส่งเสริมให้สังคมมีข้อมูลโครงการที่น่าเชื่อถือเพื่อการบริโภค ช่วยพัฒนาวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้มีคุณภาพยิ่งๆ ขึ้น และเป็นการให้กำลังใจแก่โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่น่าเชื่อถือ

            ในการคัดเลือก ได้คัดเลือกเบื้องต้นจากผลการสำรวจภาคสนามโครงการที่ยังขายอยู่ทั้งหมด และประมวลถึงโครงการที่ “คุ้มค่ากับการซื้อ” โดยพิจารณาจาก ราคาที่เหมาะสม (ราคาต่อตารางเมตร) ทำเลที่ตั้ง วัสดุ รูปแบบและการออกแบบ สภาพแวดล้อมในโครงการ และของแถม โดยแยกเป็นกลุ่ม บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และห้องชุด ซึ่งแต่ละแบบแยกเป็นระดับราคาย่อมเยา (ไม่เกิน 2 ล้านบาท) ระดับราคาปานกลาง (2.01-5.0 ล้านบาท) และระดับราคาสูง (ตั้งแต่ 5.01 ล้านบาทขึ้นไป)

          ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์สได้เชิญกรรมการชุดหนึ่งประกอบด้วย ผศ.อัศวิน พิชญโยธิน เป็นประธานคณะกรรมการ ส่วนกรรมการประกอบด้วย รศ.นิพัทธ์ จิตรประสงค์ นายประสงค์ ธาราไชย นายอัสนี ทรัพยวณิช นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายแคล้ว ทองสม และดร.โสภณ พรโชคชัยในฐานะกรรมการและเลขานุการ

           คณะกรรมการได้ออกสำรวจถึงที่ตั้งโครงการที่คัดเลือกไว้เบื้องต้นประมาณ 40-50 โครงการ โดยไม่ได้นัดหมาย และมีการให้คะแนน 1 ถึง 10 สำหรับการถ่วงน้ำหนักของแต่ละองค์ประกอบ และในแต่ละกลุ่มของโครงการ ให้ผู้ได้รับรางวัลมีทั้งส่วนที่เป็นบริษัทมหาชน และส่วนที่เป็นบริษัทเอกชน


            จากการคัดเลือกได้รายชื่อโครงการจำนวน 19 โครงการ ดังนี้:
            ประเภทบ้านเดี่ยวราคาสูง โครงการที่ได้รับรางวัลมี 4 โครงการคือ:

            The Plant พัฒนาการ 38 ของ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ คือ คุณทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์

            เศรษฐสิริ ศรีนครินทร์-พระราม 9        ของ บมจ.แสนสิริ กรรมการผู้จัดการ คือ คุณเศรษฐา ทวีสิน

            บางกอกบูเลอวาร์ด (ราชพฤกษ์-พระราม5) ของ บมจ. เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ คือ รอ.กรี เดชชัย

            ลัดดารมย์ Elegance วงแหวน-สาทร ของ บมจ. ควอลิตี้ เฮ้าส์     ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ คือ คุณรัตน์ พานิชพันธ์

 

            ประเภทบ้านเดี่ยวราคาปานกลาง โครงการที่ได้รับรางวัลมี 5 โครงการคือ:

            การ์เด้นท์ วิลล่า 5 เดอะวอเตอร์ฟร้อนท์ รังสิต-คลอง 3 ของ บจก.ซัคเซส พร็อพเพอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการ คือ คุณนิพนธ์ พรเจริญชัยศิลป์

            บ้านฟ้าปิยรมย์ เนสโต้ ของ บมจ.เอ็น ซี เฮ้าส์ซิ่ง กรรมการผู้จัดการ คือ นพ.สมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม

            มัณฑนา อ่อนนุช-วงแหวน 3 ของ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กรรมการผู้จัดการ คือ คุณอนันต์ อัศวโภคิน

            เพอร์เฟค เพลส รังสิต ของ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คือ คุณชายนิด โง้วศิริมณี

            ศุภาลัย พาร์ควิลล์ ร่มเกล้า-สุวรรณภูมิ ของ บมจ.ศุภาลัย กรรมการผู้จัดการ คือ คุณอธิป พีชานนท์

 

            ประเภททาวน์เฮาส์ราคาปานกลาง มี 3 โครงการที่ได้รับรางวัล คือ:

            พฤกษาวิลล์ 42 เทิดไท ของ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ คือ คุณทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์

            ดิ เอ็กซ์คลูซีฟ พัฒนาการ ของ บจก.พีซแอนด์ลีฟวิ่ง กรรมการผู้จัดการ คือ คุณสุทธิชัย พูนลาภทวี

            พรีเมี่ยม เพลส นวมินทร์-สุขาภิบาล 1 ของ บจก.พรเพิ่มพูน พรอพเพอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการ คือ คุณธนเทพ มงคลเจริญศรี

 

            ประเภททาวน์เฮาส์ราคาย่อมเยา มี 2 โครงการที่ได้รับรางวัล คือ:

            กานดา เพลส (วงแหวน-ประชาอุทิศ 76) ของ บจก.กานดา เดคคอร์ กรรมการผู้จัดการ คือ คุณอิสระ บุญยัง

            Indy ประชาอุทิศ 2 ของ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กรรมการผู้จัดการ คือ คุณอนันต์ อัศวโภคิน

            ประเภทอาคารชุดราคาปานกลาง มี 1 โครงการที่ได้รับรางวัล คือ:

            Quattro ทองหล่อ ของ บมจ.แสนสิริ กรรมการผู้จัดการ คือ คุณเศรษฐา ทวีสิน

            ประเภทอาคารชุดราคาย่อมเยา มี 4 โครงการที่ได้รับรางวัล คือ:

            ศุภาลัย ปาร์ค แยกติวานนท์ ของ บมจ.ศุภาลัย กรรมการผู้จัดการ คือ คุณอธิป พีชานนท์

          เดอะคีย์  ประชาชื่น  ของ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กรรมการผู้จัดการ คือ คุณอนันต์ อัศวโภคิน

          เดอะแคช ลำลูกกา คลอง 2 ของ บจก.เอส.เอ็น.แอสเซ็ท ดีเวลลอปเม้นท์ กรรมการผู้จัดการ คือ คุณธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์

          ลุมพินี วิลล์ แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด ของ บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ กรรมการผู้จัดการ คือ คุณโอภาส ศรีพยัคฆ์

          ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ได้รับอนุญาตจากนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สลักนามในโล่ประกาศเกียรติคุณโครงการอสังหาริมทรัพย์ดีเด่น และมอบแก่โครงการที่ได้รับรางวัลในวันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2555 เวลา 11:30 น. ณ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ และในการนี้ยังได้จัดแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “น้ำท่วม อสังหาริมทรัพย์ล้นตลาดและแนวทางการแก้ไข: บทเรียนจากสากล” นำเสนอแก่ส่วนราชการ ภาคสถาบันการเงินและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยไม่คิดมูลค่า

 

ผู้แถลง:

ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

 



กสทช.กำหนด 7 รายการกีฬาสำคัญต้องไม่จอดำ /เห็นชอบมาตรฐานคำนวณค่า IC

กสทช.กำหนด7รายการกีฬาสำคัญต้องไม่จอดำ /เห็นชอบมาตรฐานคำนวณค่าIC นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เปิดเผยวา ที่ประชุม กสทช. เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การแพร่เสียงแพร่ภาพรายการกีฬาที่สำคัญ พ.ศ. ... ฉบับปรับปรุงแก้ไขหลังการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ โดยหลังจากนี้จะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ทั้งนี้ สาระสำคัญของ (ร่าง) ประกาศดังกล่าว คือรายการสำคัญ7รายการ ได้แก่1.รายการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก2.รายการแข่งขันคอนเฟเดอเรชั่นคัพ3.รายการแข่งขันเอเชี่ยนคัพนัดสุดท้าย และนัดที่มีทีมชาติไทยเข้าร่วมแข่งขัน4.รายการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก และฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย5.รายการแข่งขันเซปักตะกร้อชิงแชมป์โลก6.รายการวอลเล่ย์บอล ระดับชิงแชมป์โลก7.รายการแข่งขันเทนนิสเดวิสคัพ นัดที่มีตัวแทนจากชาติไทยเข้าร่วมแข่งขัน ผู้ประกอบกิจการที่ได้สิทธิในการแพร่ภาพรายการ จะต้องจัดทำข้อเสนอบริการเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการรายอื่นสามารถเลือกที่จะเข้าเจรจาเพื่อนำสิทธิในการแพร่เสียงแพร่ภาพของรายการดังกล่าวไปให้บริการประชาชนรับชมได้อย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ ที่ประชุม กสทช. เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานการคำนวณอัตราค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม (IC)โดยหลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนของการนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป ทั้งนี้การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553มาตรา27(8)กำหนดให้ กสทช. มีอำนาจหน้าที่กำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดอัตราค่าใช้หรือค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยสำนักงาน กสทช. ได้นำประกาศ กทช. เรื่อง มาตรฐานการคำนวณอัตราค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ.2552มาพัฒนาเป็นร่างประกาศ กสทช. ดังกล่าว โดยได้มีการปรับปรุงรายละเอียดทางเทคนิคให้ทันสมัย เพื่อให้รองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และยังได้ปรับปรุงรายละเอียดวิธีการคำนวณตามข้อมูลที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะที่ผ่านมาเพื่อให้สามารถใช้ตรวจสอบอัตราตอบแทนฯ ที่ผู้รับใบอนุญาตฯ เสนอมาในข้อเสนอการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ร่างประกาศดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้ในกรณีอื่นๆ ได้อีก เช่น ใช้คำนวณอัตราค่าตอบแทนฯ ชั่วคราว เพื่อใช้กำกับดูแลในกรณีที่การคำนวณอัตราค่าตอบแทนฯ ยังไม่แล้วเสร็จ หรือใช้คำนวณอัตราค่าตอบแทนฯ อ้างอิงเพื่อนำไปใช้กรณีที่เกิดข้อพิพาทขึ้นระหว่างผู้รับใบอนุญาตฯ หรือใช้คำนวณอัตราค่าตอบแทนฯ กลางซึ่งเป็นอัตราเดียวกันหมดทั้งอุตสาหกรรม หรือนำไปใช้ในกรณีอื่นตามที่ กสทช. เห็นสมควร อินโฟเควสท์

กสทช.เห็นชอบคงร่างประกาศเงื่อนไขประมูลทีวีดิจิตอล 24 ช่อง คาดประมูลก.ย.

กสทช.เห็นชอบคงร่างประกาศเงื่อนไขประมูลทีวีดิจิตอล24ช่อง คาดประมูลก.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) แถลงผลการประชุม กสทช. ครั้งที่5/2556ในวันนี้ว่า ที่ประชุม กสทช. ได้เห็นชอบร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. .... โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ แล้วนำผลกลับมาให้ กสทช. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนจะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา และคาดว่าจะเปิดประมูลได้ในช่วงเดือนก.ย.56นี้ ทั้งนี้ ร่างประกาศดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติที่จะมีขึ้นตามกรอบเวลาของแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยเป็นไปตาม (ร่าง) ประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ เพื่อการประกอบกิจการทางธุรกิจ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกรอบหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับทั้งกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยที่ร่างประกาศฯ ที่ที่ประชุม กสทช. เห็นชอบนั้นมีสาระสำคัญดังนี้ 1.1คลื่นความถี่ที่จะอนุญาตให้ใช้เป็นคลื่นความถี่ตามแผนความถี่วิทยุ โดยแบ่งหมวดหมู่การให้บริการ ได้แก่1)เด็ก เยาวชน และครอบครัว2)ข่าวสารและสาระ3)ทั่วไปแบบความคมชัดปกติ4)ทั่วไปแบบความคมชัดสูง 1.2ผู้เข้าร่วมประมูลต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตาม (ร่าง) ประกาศฯ ผู้ขอรับใบอนุญาตมีสิทธิยื่นคำขอรับใบอนุญาตไม่เกินรายละหนึ่งใบอนุญาตของแต่ละหมวดหมู่ และมีสิทธิยื่นคำขอหมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดสูงหรือหมวดหมู่ข่าวสารและสาระ หมวดหมู่ใดหมวดหมู่หนึ่งเท่านั้น 1.3ราคาขั้นต่ำ ราคาเริ่มต้น และการเสนอเพิ่มราคา โดยให้เป็นไปตามผลการศึกษาการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่สำหรับการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอมา ซึ่งมีราคาตั้งต้นของการประมูล ดังนี้ 1)ช่องรายการทั่วไปHD (7)มูลค่าต่ำสุด1,510ล้านบาท 2)ช่องรายการทั่วไปSD (7)มูลค่าต่ำสุด380ล้านบาท 3)ช่องรายการข่าวSD (7)มูลค่าต่ำสุด220ล้านบาท 4)ช่องรายการเด็กSD (3)มูลค่าต่ำสุด140ล้านบาท สำหรับการกำหนดจำนวนเงินสำหรับการเสนอเพิ่มราคานั้น มีรายละเอียดดังนี้ 1)หมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว กำหนดให้การเสนอเพิ่มราคาครั้งละ1ล้านบาท 2)หมวดหมู่ข่าวสารและสาระ กำหนดให้การเสนอเพิ่มราคาครั้งละ2ล้านบาท 3)หมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดปกติ กำหนดให้การเสนอเพิ่มราคาครั้งละ5ล้านบาท 4)หมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดสูง กำหนดให้การเสนอเพิ่มราคาครั้งละ10ล้านบาท 1.4การเข้าร่วมประมูล เป็นการดำเนินการเพื่อรับสิทธิ ดังต่อไปนี้ 1)การใช้คลื่นความถี่ร่วมกัน เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ 2)การเลือกหมายเลขลำดับการให้บริการในแต่ละหมวดหมู่ โดยเรียงลำดับผู้ชนะการประมูล ในกรณีที่ชนะการประมูลด้วยราคาเท่ากันให้ใช้วิธีจับสลาก 3)การเลือกใช้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ ให้เลือกโดยผู้ชนะการประมูลที่มีราคาสูงสุดเรียงตามลำดับของทุกหมวดหมู่รวมกัน ในกรณีที่ชนะการประมูลด้วยราคาเท่ากันให้ใช้วิธีจับสลาก 1.5การประมูลจะแยกตามหมวดหมู่ที่กำหนด โดยแต่ละคราวมีระยะเวลา60นาที เมื่อเริ่มการประมูลผู้เข้าร่วมจะต้องเสนอราคาครั้งแรกภายใน5นาที มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิแลถูกริบหลักประกัน โดยในระหว่างการประมูล ผู้เข้าร่วมจะทราบสถานะและลำดับการมีสิทธิเป็นผู้ชนะ รวมถึงราคาต่ำสุดของกลุ่มผู้มีสิทธิเป็นผู้ชนะการประมูล แลเมื่อการประมูลสิ้นสุดลง ถ้ามีผู้ชนะการประมูลเสนอราคาเท่ากันเกินกว่าจำนวนใบอนุญาตให้ขยายเวลาการประมูลออกไปอีกครั้งละ5นาที ซึ่งในกรณีที่ขยายระยะเวลาแล้วและไม่มีการเสนอราคาเพิ่มขึ้นให้ดำเนินการหาผู้ชนะด้วยวิธีจับสลาก 1.6การชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่จะแบ่งออกเป็น2ส่วน โดยส่วนแรกจะเป็นเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในส่วนของราคาขั้นต่ำ ให้แบ่งชำระเป็น4งวด และส่วนที่สองจะเป็นเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในส่วนที่เกินกว่าราคาขั้นต่ำ ให้แบ่งชำระเป็น6งวด ซึ่งผู้ชนะการประมูลแต่ละราย จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเท่ากับราคาที่ตนชนะการประมูล 1.7ผู้ชนะการประมูลที่ได้รับสิทธิให้เป็นผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขให้ครบถ้วนก่อนจึงจะได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ คือ1)ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่งวดที่หนึ่ง2)ดำเนินการขอใช้บริการโครงข่ายโทรทัศน์กับผู้รับใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลให้แล้วเสร็จภายใน30วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการเป็นผู้ชนะการประมูล และ3)ดำเนินการตามประกาศ กสทช. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ภายใน45วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการเป็นผู้ชนะการประมูล หากไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าสละสิทธิ์การขอรับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ทั้งนี้ ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลมีอายุ15ปี ส่วนการจัดทำเกณฑ์การคัดเลือกคุณสมบัติ(บิวตี้คอนเทสต์)ของทีวีสาธารณะ นายฐากร กล่าวว่า ขณะนี้ เรื่องข้อมูลต่างๆใกล้เสร็จเรียบร้อยและคาดว่าจะนำเสนอต่อประชุม กสทช. ในวันที่19มิ.ย.นี้ เพื่อพิจารณา อินโฟเควสท์

ฟิทช์ปรับเพิ่มอันดับเครดิตของ SME Bank พร้อมทั้งประกาศคงอันดับเครดิตของ IBANK

ฟิทช์ปรับเพิ่มอันดับเครดิตของSME Bankพร้อมทั้งประกาศคงอันดับเครดิตของIBANK ฟิทช์ เรทติ้งส์กรุงเทพฯ/สิงค์โปร์– 22พฤษภาคม2556:ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศปรับเพิ่มอันดับเครดิตในประเทศ (National Rating)ระยะยาวของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank)เป็น‘AAA(tha)’จาก‘AA+(tha)’ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term IDR)และอันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำ (Support Rating Floor)ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (IBANK)ที่‘BBB-’พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตในประเทศของIBANKที่‘AA(tha)’โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ สำหรับรายละเอียดอันดับเครดิตอื่นแสดงไว้ในส่วนท้าย การปรับเพิ่มอันดับเครดิตในประเทศระยะยาวของSME Bankสะท้อนถึงการที่ฟิทช์ได้มีการทบทวนความสำคัญของธนาคารต่อรัฐบาลในการสนับสนุนนโยบายรัฐ ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้เข้ามาดูแลสภาพคล่องของธนาคารใกล้ชิดมากขึ้น และมีการให้การสนับสนุนด้านสภาพคล่องแก่ธนาคาร ซึ่งแสดงถึงความเป็นไปได้สูงที่SME Bankจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง การคงอันดับเครดิตของIBANKสะท้อนถึงมุมมองของฟิทช์ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่IBANKจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ถึงแม้ว่าแนวโน้มของการที่IBANKจะได้รับการสนับสนุนจะน้อยกว่าธนาคารรัฐอื่นที่จัดอันดับโดยฟิทช์ เนื่องจากIBANKมีสัดส่วนการถือหุ้นโดยตรงจากภาครัฐที่ต่ำกว่าและมีการระบุถึงการสนับสนุนที่รัฐบาลจะให้กับIBANKในพระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารที่ชัดเจนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับธนาคารรัฐอื่น ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต– IDRsอันดับเครดิตสนับสนุน อันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำ และอันดับเครดิตในประเทศ อันดับเครดิตในประเทศของSME Bankมีปัจจัยพื้นฐานมาจากการที่ธนาคารมีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีสถานะทางกฎหมายเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมถึงบทบาทหน้าที่ของธนาคารในการสนับสนุนนโยบายรัฐและความสำคัญในเชิงกลยุทธต่อรัฐบาล นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอาจพิจารณาชดเชยความเสียหายให้แก่ธนาคาร หากธนาคารได้รับความเสียหายเนื่องจากการดำเนินธุรกิจตามนโยบายรัฐในการให้การสนับสนุนแก่กลุ่มผู้ประกอบการSMEที่มีฐานะการเงินอ่อนแอ ฟิทช์เชื่อว่าแนวโน้มที่SME Bankจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไม่มีความแตกต่างจากธนาคารรัฐอื่นที่มีอันดับเครดิตเทียบเท่าประเทศไทย อันดับเครดิตของIBANKมีปัจจัยพื้นฐานมาจากการที่ฟิทช์มองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลIBANKซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของรัฐบาล ก็มีบทบาทหน้าที่เฉพาะในการปฏิบัติตามนโยบายรัฐในการให้บริการทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลามแก่ประชาชนไทยและธุรกิจในประเทศ รวมทั้งสนับสนุนนโยบายรัฐบาลโดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชาวมุสลิมในภาคใต้ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตของIBANKอยู่ต่ำกว่าอันดับเครดิตของSME Bankและสถาบันการเงินเฉพาะกิจอื่นอีก2แห่งที่ฟิทช์มีการจัดอันดับเครดิตไว้ คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (‘AAA(tha)’/แนวโน้มมีเสถียรภาพ) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (‘BBB+’/‘AAA(tha)’/แนวโน้มมีเสถียรภาพ) โดยอันดับเครดิตที่ต่ำกว่าของIBANKเกิดจากการที่ธนาคารมีสัดส่วนการถือหุ้นโดยตรงจากภาครัฐที่ต่ำกว่า (จำกัดไว้ไม่เกิน49%)การระบุถึงการสนับสนุนที่รัฐบาลจะให้กับIBANKในพระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารมีความชัดเจนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจแห่งอื่น รวมทั้งบทบาทหน้าที่ของธนาคารในการสนับสนุนนโยบายรัฐและความสำคัญในเชิงกลยุทธต่อรัฐบาลที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจแห่งอื่น นอกจากนี้ การดำรงสัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐในIBANKยังมีความไม่แน่นอนในอนาคต แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพของทั้งSME BankและIBANKสะท้อนถึงความคาดหมายของฟิทช์ที่เชื่อว่ารัฐบาลจะยังคงให้การสนับสนุนกับธนาคารอย่างต่อเนื่อง หากมีความจำเป็น ทั้งSME BankและIBANKได้รับการสนับสนุนในการเพิ่มทุนจากรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มทุนมีความล่าช้าจนทำให้ธนาคารรัฐทั้ง2มีอัตราส่วนเงินทุนต่ำกว่าระดับขั้นต่ำที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ ซึ่งอัตราส่วนเงินทุนที่ต่ำดังกล่าวได้รับการยกเว้น ทั้งนี้ การสนับสนุนในด้านสภาพคล่องจากภาครัฐที่ให้แก่ธนาคารรัฐทั้ง2ยังคงมีความแข็งแกร่ง กระทรวงการคลังได้ให้การสนับสนุนด้านสภาพคล่องแก่ทั้งSME BankและIBANKโดยกระทรวงการคลังทำการบริหารจัดการเงินฝากจากภาครัฐต่างๆ รวมถึงการที่ธนาคารรัฐที่มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งได้ให้การสนับสนุนทางด้านวงเงินเสริมสภาพคล่องแก่SME BankและIBANKธนาคารรัฐทั้ง2คาดว่าจะได้รับการเพิ่มทุนในจำนวนที่มีนัยสำคัญจากทางภาครัฐในปลายปี2556 หรือต้นปี2557หากธนาคารสามารถดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จ โดยSME Bankได้รับการเพิ่มทุนในจำนวนที่ไม่มากนักในเดือนมีนาคม2556ในขณะที่IBANKคาดว่าเงินเพิ่มทุนในจำนวนที่ไม่มากนักจะได้รับในเดือนมิถุนายน2556 คุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอเป็นความท้าทายหลักของทั้งSME BankและIBANKทั้งนี้ ธนาคารรัฐทั้ง2กำลังดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะลดระดับหนี้ด้อยคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการปล่อยสินเชื่อและการติดตามหนี้ ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต– IDRsอันดับเครดิตสนับสนุน อันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำและอันดับเครดิตในประเทศ ในส่วนของSME Bankอันดับเครดิตของธนาคารอาจได้รับผลกระทบในเชิงลบ หากมีการมองว่าการสนับสนุนจากภาครัฐอ่อนแอลง ซึ่งอาจเกิดจากการแก้ไขกฎหมาย หรือการเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายและสัดส่วนการถือหุ้น รวมทั้งหากบทบาทหน้าที่ของธนาคารลดลง อย่างไรก็ตาม ฟิทช์มองว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิด เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการSMEยังคงมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย และธนาคารยังเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการSMEมีฐานะการเงินอ่อนแอและยังไม่สามารถรับบริการทางการเงินจากธนาคารพาณิชย์ได้ ในส่วนของIBANKการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตของประเทศจะส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของIBANKการเพิ่มขึ้นของความเป็นได้ที่จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งบ่งชี้จากการที่รัฐมีการถือหุ้นโดยตรงในธนาคารเพิ่มขึ้น หรือมีการระบุถึงการสนับสนุนที่รัฐบาลจะให้กับIBANKชัดเจนขึ้น อาจส่งผลทางบวกต่ออันดับเครดิตของธนาคาร อย่างไรก็ตาม ฟิทช์มองว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้น เนื่องจากต้องมีการแก้พระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารรวมทั้งความตั้งใจแรกเริ่มของรัฐบาลที่จะจำกัดการถือหุ้นโดยตรงในIBANK รายละเอียดของอันดับเครดิตทั้งหมดมีดังนี้ SME Bank -อันดับเครดิตในประเทศระยะยาวปรับเพิ่มเป็น‘AAA(tha)’จาก‘AA+(tha)’แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ -อันดับเครดิตในประเทศระยะสั้นคงอันดับที่‘F1+(tha)’ IBANK -อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวคงอันดับที่‘BBB-’แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ -อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นคงอันดับที่‘F3’ -อันดับเครดิตสนับสนุนคงอันดับที่‘2’ -อันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำคงอันดับที่‘BBB-’ -อันดับเครดิตในประเทศระยะยาวคงอันดับที่‘AA(tha)’แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ -อันดับเครดิตในประเทศระยะสั้นคงอันดับที่‘F1+(tha)’ ติดต่อ Primary Analysts Ambreesh Srivastava (IBANK’s International Ratings) Senior Director +65 6796 7218 Fitch Ratings Singapore PTE Ltd 6 Temasek Boulevard #35-05 Suntec Tower Four Singapore 038986 จุติมาส ศิวะมาศ, CFA (IBANK’s National Ratings) Director +662 108 0152 บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชั้น17อาคารปาร์คเวนเชอร์ 57 ถนน วิทยุ ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ10330 อรวรรณ การุณกรสกุล, CFA (SME Bank’s National Ratings) Senior Director +662 108 0151 บริษัท ฟิทช์เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชั้น17อาคารปาร์คเวนเชอร์ 57 ถนน วิทยุ ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ10330 Secondary analyst จุติมาส ศิวะมาศ, CFA (IBANK’s International Ratings) Director +662 108 0152 พชร ศรายุทธ (IBANK’s National Ratings) Associate Director +662 108 0153 ปิยะมาศ ใช้เหตุผล, CFA, CPA (SME Bank’s National Ratings) Associate Director +662 108 0154 Committee Chairperson Jonathan Cornish Managing Director +852 2263 9901 หมายเหตุ : การจัดอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Ratings)เป็นการวัดระดับความน่าเชื่อถือในเชิงเปรียบเทียบกันระหว่างองค์กรในประเทศนั้นๆ โดยจะใช้ในประเทศที่อันดับเครดิตแบบสากลของรัฐบาลในประเทศนั้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำและเมื่อมีความต้องการใช้อันดับเครดิตภายในประเทศ อันดับเครดิตขององค์กรที่ดีที่สุดของประเทศได้จัดไว้ที่ระดับ‘AAA’และการจัดอันดับเครดิตอื่นในประเทศจะเป็นการเปรียบเทียบความเสี่ยงกับองค์กรที่ดีที่สุดนี้เท่านั้น อันดับเครดิตภายใน ประเทศได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในตลาดในประเทศเป็นหลัก และจะมีสัญลักษณ์ที่กำหนดไว้ต่อท้ายจากอันดับเครดิตสำหรับประเทศนั้นๆ เช่น‘AAA(tha)’ในกรณีของประเทศไทย ดังนั้นอันดับเครดิตภายในประเทศจึงไม่สามารถใช้เปรียบเทียบระหว่างประเทศได้ ข้อมูลเพิ่มเติมหาได้จากwww.fitchratings.com ในการจัดอันดับเครดิตของบริษัทฯ นี้ ฟิทช์ได้ใช้หลักเกณฑ์ตามGlobal Financial Institution Criteriaลงวันที่15สิงหาคม2555และNational Rating Criteriaลงวันที่19มกราคม2554 หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตหาได้ที่www.fitchratings.com ข้อมูลเปิดเผยเพิ่มเติม Solicitation Status การใช้อันดับเครดิตที่จัดทำโดยฟิทช์เรทติ้งส์มีข้อจำกัดและขอบเขตการใช้ ซึ่งข้อจำกัดและขอบเขตของการใช้อันดับเครดิตดังกล่าวสามารถหาได้จากHTTP://FITCHRATINGS.COM/UNDERSTANDINGCREDITRATINGSนอกจากนี้ คำจำกัดความของอันดับเครดิตและการใช้อันดับเครดิตของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ สามารถหาได้จากwww.fitchratings.comอันดับเครดิตที่ประกาศ หลักเกณฑ์และวิธีการจัดอันดับเครดิต ได้แสดงไว้ในเว็บไซต์ดังกล่าวตลอดเวลา หลักจรรยาบรรณ การรักษาข้อมูลภายใน ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น แนวทางการเปิดเผยข้อมูลระหว่างบริษัทในเครือ กฎข้อบังคับรวมทั้งนโยบายและกระบวนการที่เกี่ยวข้องอื่นๆของฟิทช์ ได้แสดงไว้ในส่วน‘หลักจรรยาบรรณ’ในเว็บไซต์ดังกล่าวเช่นกัน Fitch Upgrades Thailand’s SME Bank; Affirms IBANK Fitch Ratings – Bangkok/Singapore – 22 May 2013: Fitch Ratings has upgraded Small and Medium Enterprise Development Bank of Thailand’s (SME Bank) National Long-Term Rating to ‘AAA(tha)’ from ‘AA+(tha)’. At the same time, Fitch has affirmed Islamic Bank of Thailand’s (IBANK) Long-Term IDR and Support Rating Floor at ‘BBB-’ respectively. Its National Long-Term Rating has also been affirmed at ‘AA(tha)’. The Outlook is Stable. A full list of rating actions is provided at the end of this commentary. The upgrade of SME Bank’s National Long-Term Rating reflects Fitch’s reassessment of its importance to the government in policy functions. The Ministry of Finance’s (MOF) recent close monitoring of the bank’s liquidity and provision of liquidity underline a high probability of ongoing state support. IBANK’s ratings are affirmed to reflect Fitch’s view of a high probability of government’s support for IBANK, albeit less than that to other state banks rated by Fitch, mainly due to the government’s lower direct ownership and less explicit government support. Key Rating Drivers – IDRs, Support Rating, Support Rating Floor and National Ratings SME Bank’s National Ratings are driven by its high level of effective government ownership, legal status as specialised financial institution (SFI), specific policy role, and strategic importance to the government. The MOF shall compensate the bank for losses incurred resulting from some of its public mandates to support weak credit SMEs. Fitch believes the propensity for the government to support SME Bank is no different to other policy institutions whose ratings are equalised with the sovereign. IBANK’s ratings are driven by Fitch’s view of a high probability of government’s support for the bank. IBANK, which the government effectively controls, also has a unique public policy role in providing Islamic financial services to Thais and domestic businesses and to support government policies, particularly those related to Muslim communities in southern provinces. However, its ratings are below SME Bank’s and the other two Fitch-rated SFIs’ (Government Housing Bank (AAA(tha)/Stable) and Export-Import Bank of Thailand (BBB+/AAA(tha)/Stable). This reflects its lower direct government ownership (limit at 49%), less explicit government commitment for support stated in its establishment act, its weaker policy role and lower strategic importance to the government compared with other SFIs. There is also uncertainty over the government ownership of IBANK in the future. The Stable Outlooks of SME Bank and IBANK reflect Fitch's expectations that the government will continue to support the banks in case of need. Both SME Bank and IBANK receive capital support from the government, albeit with delay to the point that the banks are having to operate below regulatory minimum capital ratios, and with regulatory forbearance. Nonetheless, liquidity support from the government to these two policy banks to help meet outflows has thus far been timely. The MOF has been providing the banks with liquidity on a timely basis in the form of deposits and liquidity facilities, respectively, from various government departments and strong SFIs. Both banks expect large capital injections from the state in late 2013/early 2014 once they have successfully implemented their rehabilitation plans. SME Bank has already received a small capital injection in March 2013, while IBANK will also receive a modest capital increase in June 2013. As weak asset quality has been a major challenge for both SME Bank and IBANK, the banks are implementing business rehabilitation plans to lower non-performing loans and non-performing financing and to improve their origination and collection systems. Rating Sensitivities – IDRs, Support Rating, Support Rating Floor, and National Ratings For SME Bank, any perceived in weakening in the sovereign’s propensity to support due to a legal amendment or a change in legal and ownership status or in policy role could result in negative rating action. However, this is a remote prospect as long as SMEs remain an important part of the Thai economy and the bank retains its role in supporting weak credit quality SMEs, which are not served by commercial banks. For IBANK, any movement in Thailand’s ratings could affect IBANK’s ratings. Increasing probability of government support, indicated by increasing direct ownership by government or explicit support statement from the government, could lead to a positive rating action on the banks’ ratings. However, this is unlikely as it would require legislative changes and given the government’s initial intention to limit its direct ownership in IBANK. The ratings actions are as follows: SME Bank: - National Long-Term Rating upgraded to ‘AAA(tha)’ from 'AA+(tha)'; Stable Outlook - National Short-term Rating affirmed at 'F1+(tha)' IBANK: - Long-Term IDR affirmed at ‘BBB-‘; Stable Outlook - Short-Term IDR affirmed at 'F3' - Support Rating affirmed at '2' - Support Rating Floor affirmed at ‘BBB-‘ - National Long-term rating affirmed at 'AA(tha)'; Stable Outlook - National Short-term rating affirmed at 'F1+(tha)' Contacts: Primary Analysts Ambreesh Srivastava (IBANK’s International Ratings) Senior Director +65 6796 7218 Fitch Ratings Singapore PTE Ltd 6 Temasek Boulevard #35-05 Suntec Tower Four Singapore 038986 Chutimas Sivamard, CFA (IBANK’s National Ratings) Director +662 108 0152 Fitch Ratings (Thailand) Limited Park Ventures, Level 17 57 Wireless Road, Lumpini Patumwan, Bangkok 10330 Orawan Karoonkornsakul, CFA (SME Bank’s National Ratings) Senior Director +662 108 0151 Fitch Ratings (Thailand) Limited Park Ventures, Level 17 57 Wireless Road, Lumpini Patumwan, Bangkok 10330 Secondary Analysts Chutimas Sivamard, CFA (IBANK’s International Ratings) Director +662 108 0152 Patchara Sarayudh (IBANK’s National Ratings) Associate Director +662 108 0153 Piyamas Chaihetphon, CFA, CPA (SME Bank’s National Ratings) Associate Director +662 108 0154 Committee Chairperson Jonathan Cornish Managing Director +852 2263 9901 Note to Editors: Fitch’s National ratings provide a relative measure of creditworthiness for rated entities in countries with relatively low international sovereign ratings and where there is demand for such ratings. The best risk within a country is rated ‘AAA’ and other credits are rated only relative to this risk. National ratings are designed for use mainly by local investors in local markets and are signified by the addition of an identifier for the country concerned, such as ‘AAA(tha)’ for National ratings in Thailand. Specific letter grades are not therefore internationally comparable. Additional information is available at www.fitchratings.com. Applicable criteria, 'Global Financial Institutions Criteria', dated 15 August 2012, and 'National Ratings Criteria', dated 19 January 2011, are available at www.fitchratings.com. Additional Disclosure: Solicitation Status ALL FITCH CREDIT RATINGS ARE SUBJECT TO CERTAIN LIMITATIONS AND DISCLAIMERS. PLEASE READ THESE LIMITATIONS AND DISCLAIMERS BY FOLLOWING THIS LINK:HTTP://FITCHRATINGS.COM/UNDERSTANDINGCREDITRATINGS. IN ADDITION, RATING DEFINITIONS AND THE TERMS OF USE OF SUCH RATINGS ARE AVAILABLE ON THE AGENCY'S PUBLIC WEBSITE 'WWW.FITCHRATINGS.COM'. PUBLISHED RATINGS, CRITERIA AND METHODOLOGIES ARE AVAILABLE FROM THIS SITE AT ALL TIMES. FITCH'S CODE OF CONDUCT, CONFIDENTIALITY, CONFLICTS OF INTEREST, AFFILIATE FIREWALL, COMPLIANCE AND OTHER RELEVANT POLICIES AND PROCEDURES ARE ALSO AVAILABLE FROM THE 'CODE OF CONDUCT' SECTION OF THIS SITE.

นายกปัดร่วมสศช.บี้ลดดบ. สั่งส่งตัวเลขเจ๊งให้'ธปท.'ดู

วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 36 ฉบับที่ 12856มติชนรายวัน นายกปัดร่วมสศช.บี้ลดดบ. สั่งส่งตัวเลขเจ๊งให้'ธปท.'ดู
ธปท.โต้- นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. แถลงข่าวโต้ตัวเลขการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ของสภาพัฒน์ โดยยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับค่าเงินบาทแข็ง ที่สำนักงาน ธปท. เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม
'ยิ่งลักษณ์'ปัดจับมือสภาพัฒน์ บี้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ย แก้บาทแข็ง สั่ง 3 กระทรวง-สศช.รวบรวมข้อมูลเสนอให้ ธปท.ทราบ ลั่นอยากเห็นทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ ศก. @ "ปู"ปัดจับมือสศช.บี้ธปท.ลดดบ. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งการให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ รวบรวมข้อมูลและมาตรการต่างๆ ด้านเศรษฐกิจ เข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกขยายตัวต่ำกว่าเป้าและไตรมาส 2 มีแนวโน้มชะลอตัว ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2556 โตเพียงร้อยละ 4.2 ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ร้อยละ 4.5-5.5 โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ว่ารัฐบาลได้ติดตาม และให้แต่ละกระทรวงรวบรวมนโยบายที่ได้แก้ไขไปแล้ว โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง สศช. และนายกิตติรัตน์ รวมทั้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปรวบรวมทั้งหมดมาเพื่อจะได้ดูว่ามีมาตรการอะไรที่จะต้องทำเพิ่มเติมอีก แล้วนำมารายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิจารณ์ว่า สศช.กับรัฐบาลกำลังจับมือกันเพื่อกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "อย่ามองอย่างนั้นเลยค่ะ เพราะจริงๆ แล้ว สศช.มีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงตรงนี้ถือว่าทุกส่วนต้องช่วยกันชี้แจงให้ทราบ ส่วนการตัดสินอย่างไรนั้นทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเป็นผู้ที่พิจารณาตัดสินใจ แต่ข้อมูลต่างหากที่ควรจะได้รับฟังอย่างครบถ้วน "อยากเห็นความร่วมมือที่จะทำงานไปด้วยกัน เพราะสุดท้ายแล้วไม่อยากเห็นประเทศที่มีแนวโน้มทิศทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ดีจะต้องหยุดชะงัก เพราะเราสูญเสียโอกาสไปมากแล้วตั้งแต่อุทกภัย ไม่อยากเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่หดในขณะที่ประเทศอื่นเริ่มปรับตัวแล้ว" นายกรัฐมนตรีกล่าว @ ชี้ลดดอกเบี้ยเป็นวิธีที่ดีอีกทาง ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นด้วยกับมาตรการลดดอกเบี้ยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เป็นหนึ่งในวิธีที่ดี จริงๆ แล้วต้องมองว่าจะทำอย่างไรให้ค่าเงินของไทยมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ ด้วย ที่สำคัญค่าเงินเป็นส่วนหนึ่งของการที่เป็นราคาที่จะแข่งขันได้ ซึ่งมีหลายกลไก และการมองในเรื่องของค่าเงินเป็นหนึ่งในกลไก การที่จะใช้กลไกอย่างไรอยู่ที่ กนง.แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการอยากเห็นคือเสถียรภาพของค่าเงินบาท เสถียรภาพการเงิน รวมถึงราคาที่จะสามารถแข่งขันได้ ขอให้เทียบเคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาคเพื่อนบ้านด้วย เมื่อถามว่า ได้คุยกับทาง ธปท.บ้างหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยเดินเลี่ยงออกจากวงล้อมผู้สื่อข่าวทันที @ สั่งสศช.ส่งข้อมูลให้ธปท. ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า สศช.ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกและแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2556 โดยเศรษฐกิจในไตรมาสแรกขยายตัว 5.3% ขณะที่เศรษฐกิจทั้งปีอยู่ที่ 4.2-5.2% ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สั่งการให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กลับไปรวบรวมผลกระทบจากค่าเงินบาทและเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อนำข้อมูลให้ ธปท.รับทราบ โดยกล่าวว่า ต้องการเห็น ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามหน้าที่ "นายกิตติรัตน์ให้ความเห็นในที่ประชุม ครม.ว่าจะนำข้อมูลของ สศช. ส่งให้ ธปท.เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรวบรวมผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ ธปท.รับทราบ และในส่วนของกระทรวงการคลังจะทำหนังสือสอบถาม ธปท. ว่าที่ผ่านมาใช้มาตรการเพื่อดูแลค่าเงินใดบ้าง ใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาแทรกแซงค่าเงินบาทบ้างหรือไม่ เพราะเกรงว่าหากเกิดความเสียหายหรือขาดทุนมากจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเหมือนปี 2540" ร.ท.หญิง สุณิสากล่าว และว่า นายกิตติรัตน์ยังได้แสดงความกังวลต่อที่ประชุมว่า แม้ว่าเทียบค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐแล้วเงินบาทจะเริ่มอ่อนค่าลงแต่ยังต้องจับตามองผลกระทบในไตรมาสที่ 2 @ เผยธปท.แจง4ข้อขอแก้กม. ร.ท.หญิง สุณิสากล่าวว่า นายกิตติรัตน์ได้แจ้งต่อที่ประชุม ครม.ว่า ช่วงค่ำวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ธปท. ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง ระบุว่า ได้เตรียมมาตรการบางอย่างเพื่อแก้ไขกฎหมายในการดำเนินการมาตรการ 4 ข้อได้แก่ 1. ธปท.สามารถปฏิบัติได้เลยคือ กรณีการออกพันธบัตรของ ธปท.สามารถกำหนดห้ามไม่ให้ต่างชาติซื้อพันธบัตร 2.ธปท.สามารถดำเนินการได้ทันทีเช่นกันคือการออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังให้กำหนดระยะเวลาการถือครองเช่น 3 เดือนหรือ 6 เดือน เพื่อป้องกันการเก็งกำไร 3.การเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับต่างชาติที่มาลงทุนในตลาดตราสารหนี้เมื่อได้รับผลตอบแทน 4.กรณีที่นักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้ามาต้องทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อบังคับไม่ให้ได้รับผลตอบแทนทางบวก ขณะเดียวกันไม่ได้รับผลกระทบในเชิงลบด้วย ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกเคยใช้มาตรการนี้ "นายกิตติรัตน์กล่าวในที่ประชุม ครม.อีกว่า แม้ว่า ธปท.จะเสนอเรื่องเข้ามา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะบังคับใช้กฎหมายทันที เป็นเพียงการเตรียมความพร้อมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถแจ้งรายละเอียดกฎหมายที่ ธปท.ขอแก้ไขได้เนื่องจากเป็นชั้นความลับ ทำให้เห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ปัญหาและเป็นการแจ้งนักลงทุนว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้เงินทุนเพื่อการเก็งกำไรไหลเข้าประเทศไทย" ร.ท.หญิง สุณิสากล่าว @ ประสารชี้ไม่เกินคาดศก.ชะลอ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงกรณี สศช.ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 อยู่ที่ 5.3% ว่า ยอมรับว่าต่ำกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ที่ 7.1% ค่อนข้างมาก ตัวเลขที่ลดลงอย่างน่าสังเกตคือ อุปสงค์ในประเทศของ สศช.ที่ออกมา 3.9% ต่ำกว่าที่ ธปท. คาดไว้ 6.1% ซึ่งตัวเลขที่ออกมาเจ้าหน้าที่ของ ธปท.ต้องวิเคราะห์และคิดคำนวณในรายละเอียด เพื่อดูแนวโน้มที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป "การชะลอตัวของเศรษฐกิจไม่ได้เกินความคาดหมายของ ธปท. เพราะปี 2555 เศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัวจากปัญหาน้ำท่วม มีมาตรการต่างๆ ของภาครัฐออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่าปีนี้น่าจะโน้มเข้าหาแนวโน้มตามปกติ แต่อุปสงค์ในประเทศที่ต่ำลงต้องดูข้อมูลหลายด้าน เพื่อจะได้พิจารณาได้สอดคล้องกัน" นายประสารกล่าว และว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (หรือจีดีพี) ของปี 2556 ที่ประเมินไว้ว่าจะโต 5.1% นั้น การเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ต้องสูงกว่า 5.3% แต่มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ ยังโตในระดับที่ ธปท.คาดการณ์ไว้คือ 8.4% แม้มูลค่าการนำเข้าสินค้าและบริการจะโต 8.2% สูงกว่า ธปท.คาดไว้ที่ 7.8% ถือว่าใกล้เคียงกัน จึงไม่เป็นนัยสำคัญต่ออัตราแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด ทั้งนี้ ธปท.ต้องนำข้อมูลและตัวเลขต่างๆ มาวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ผู้สื่อข่าวถามว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว การดำเนินนโยบายการเงินจะผ่อนคลายขึ้นหรือไม่ นายประสารกล่าวว่า ธปท.ต้องนำข้อมูลหลายส่วนมาประกอบ วิเคราะห์ให้รอบด้านที่สุด ตามหลักแล้วหากเศรษฐกิจผ่อนแรงส่งทางเศรษฐกิจน้อย การดำเนินนโยบายการเงินจะสามารถผ่อนได้ เพื่อทำให้แรงส่งต่างๆ สามารถดำเนินไปได้เต็มตามศักยภาพ "กรอบการดำเนินนโยบายการเงินไม่ได้ลี้ลับอะไร วางหน้าที่ของอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลดุลยภาพภายในประเทศ การจะใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายดูอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่เป็นสิ่งที่ กนง.ลำบากใจ เพราะ 1 เครื่องมือ ดูแล 1 วัตถุประสงค์ จึงทำงานให้มีประสิทธิภาพดี แต่หากใช้ 1 เครื่องมือ ดูแล 2 วัตถุประสงค์ที่เคลื่อนไปในทิศตรงกันข้ามจะให้เครื่องมือเกิดประสิทธิผลนั้นยาก โดยภาวะตลาดการเงินโลกยังอ่อนไหวไม่ปกติเช่นนี้ ธปท.จะพยายามทำให้ดีที่สุด หากมาตรการใดที่ ธปท.ดำเนินการได้จะทำอย่างเต็มที่" นายประสารกล่าว @ คลังแนะเร่งเบิกงบกระตุ้นศก. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ สศช.ประกาศออกมาไม่ค่อยดี โดยเฉพาะภาคการเกษตรว่า เพราะต้องประสบปัญหา 2 ด้านจากการแข็งค่าของเงินบาท ที่ทำให้มีราคาสูงขึ้น เมื่อแลกเงินจากดอลลาร์สหรัฐกลับมาเป็นเงินบาท จะได้น้อยลงด้วย จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขเพราะเป็นเรื่องของการกระจายรายได้สู่ภาคชนบทด้วย นอกจากนั้น การส่งออกยังขยายตัวเพียง 3% ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีฐานต่ำอยู่แล้ว เพราะเพิ่งฟื้นตัวจากช่วงน้ำท่วมปลายปี 2554 นายอารีพงศ์กล่าวว่า ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้ 3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ดี เพราะมีฐานที่สูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่เพิ่งฟื้นตัวจากน้ำท่วม มีการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อมาลงทุนทดแทนจากความเสียหายจากน้ำท่วมจำนวนมาก ขณะที่การบริโภคยังถือว่าขยายตัวได้ดีจากแรงส่งของการปรับเพิ่มฐานรายได้ให้กับประชาชน รวมถึงการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐจะต้องเร่งดำเนินการคือ กระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้มีเม็ดเงินเข้าไปในระบบมากขึ้น และกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ @ ห่วงปี"57เก็บเงินไม่เข้าเป้า "ขณะนี้การเบิกจ่ายงบประมาณ 2556 ยังทำได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะมีการวางกรอบไว้ตั้งแต่เริ่มต้นปีงบประมาณ ทำให้มีวงเงินที่ยังไม่ได้ก่อภาระผูกพันไม่มากนัก และกำลังดำเนินการแก้ไข ส่วนการจัดเก็บรายได้ยังมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย 2.1 ล้านล้านบาท เพราะขณะนี้ยังจัดเก็บได้เกินเป้าหมาย แต่ที่จะต้องเหนื่อยคือในปีงบประมาณ 2557 ที่ตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ที่ 2.275 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.75 แสนล้านบาทในปี 2556 แต่อัตราการจัดเก็บภาษีลดลง ทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ดังนั้นจะต้องทำงานกันหนัก" นายอารีพงศ์กล่าว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.อยู่ระหว่างการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจ ที่เป็นตัวเลขไตรมาสแรกปีนี้ ตัวเลขเดือนเมษายน 2556 และรอตัวเลขเบื้องต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อประมาณการภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีใหม่ในปลายเดือนมิถุนายนนี้ที่เป็นการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน พร้อมกับการทบทวนตัวเลขทั้งปีใหม่ ซึ่งแนวโน้มจะเป็นการปรับประมาณการลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 5.3% หลังจากที่ตัวเลขจริงในไตรมาสแรกออกมาต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ ในการทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจของ สศค.จะทบทวนทุกสิ้นเดือนมิถุนายนและกันยายนของทุกปี @ เผยธปท.ขอออก"พ.ร.บ.-พ.ร.ก." แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม. เปิดเผยว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้มาตรการทั้ง 4 ข้อของ ธปท.ที่ได้ส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณานั้น ธปท.ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อแก้กฎหมายในส่วนของการกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับต่างชาติที่มาลงทุนในตลาดตราสารหนี้เมื่อได้รับผลตอบแทนโดยระบุว่าให้เป็นไปตามคำแนะนำของ ธปท. ซึ่งนายกิตติรัตน์แสดงความเห็นในที่ประชุม ครม.ว่าควรให้ สศช. หรือกระทรวงการคลังให้คำแนะนำได้ด้วย นอกจากนี้ ยังได้เสนอร่างกฎหมายเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ด้วย เนื่องจากในขณะนี้อยู่ในระหว่างปิดสมัยประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น เพื่อให้ทันการณ์จึงอาจออกเป็น พ.ร.ก. แหล่งข่าวกล่าวว่า ครม.แสดงความเห็นถึงการแก้กฎหมายอย่างกว้างขวาง อาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่าหากออกเป็น พ.ร.ก.จะต้องชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนรับทราบ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลออกเป็น พ.ร.ก.หลายฉบับ และกลัวเป็นประเด็นการเมือง ขณะที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเห็นว่าการออกกฎหมายล่วงหน้าเพื่ออนาคตเป็นเรื่องดีกว่าเกิดปัญหาแล้วมาแก้ภายหลัง @ บาทแข็งตามเงินหยวน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับค่าเงินบาทวันที่ 21 พฤษภาคม นักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์รายหนึ่งเปิดเผยว่า เปิดตลาดที่ระดับ 29.75-29.78 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากวันก่อนที่อยู่ในระดับ 29.81-29.83 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางแข็งค่าของเงินหยวนของจีน ที่ทางการจีนตั้งค่าเงินที่เป็นค่ากลางระหว่างวันไว้ต่ำสุดตั้งแต่เคยมีมาส่งผลให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าค่อนข้างมาก ซึ่งมีผลต่อค่าเงินบาทให้ปรับตัวแข็งค่าตามไปด้วย ส่วนการปรับลดจีดีพีของ สศช.ไม่มีผลกับค่าเงินบาทมากนัก เนื่องจากค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าไปก่อนหน้านี้เยอะแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่นักลงทุนกำลังติดตามคือ ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่กลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่น ซึ่งอาจจะมีผลให้เงินบาทปรับอ่อนค่าลงได้บ้าง รวมทั้งต้องติดตามผลประชุม กนง.วันที่ 29 พฤษภาคม อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทในวันนี้อ่อนค่าสุดที่ระดับ 29.81 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 29.81-29.82 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ @ ปชป.หวั่นวิกฤตต้มยำกุ้ง นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศในขณะนี้กำลังเข้าสู่สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ หากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการส่งออกไม่สามารถเข้ามารองรับการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลได้ หากการส่งออกยังไม่สามารถขยายตัวเพื่อรองรับการใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่ายของรัฐบาลได้เกรงว่า เศรษฐกิจของประเทศจะเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งอีกครั้ง "ทั้งนี้ ยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนจากรัฐบาล แต่กลับสร้างภาพว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นเพราะ ธปท.ไม่ปรับลดค่าดอกเบี้ย ซึ่งสอดคล้องกันกับคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายกิตติรัตน์ ที่ให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งที่นายกิตติรัตน์ มีเครื่องมือเพียงพอในการช่วย ธปท.แก้ปัญหาได้ แต่กลับไม่ดำเนินการอะไร จึงอยากถามว่า จริงๆ แล้วมีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ และจับเศรษฐกิจของประเทศเป็นตัวประกันเพื่อให้ลดดอกเบี้ยใช่หรือไม่" นายชวนนท์กล่าว @ บาทแข็งพณ.ปรับเป้าส่งออก วันเดียวกัน ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว มีการประชุมติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศระหว่างกระทรวงพาณิชย์ ทูตพาณิชย์จาก 62 ประเทศทั่วโลก ตัวแทนจาก ธปท. และภาคเอกชนในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อประเมินสถานการณ์ทบทวนตัวเลขเป้าหมายการส่งออกจากปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะความกังวลค่าบาทแข็ง นายบุญทรง กล่าวว่า จากการหารือกับภาคเอกชน ได้แสดงถึงความวิตกและผลกระทบจากภาวะค่าบาทแข็ง ทำให้แต่ละอุตสาหกรรมส่งออกบางส่วนปรับลดตัวเลขเป้าหมายการส่งออก ส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกับตัวเลขประมาณการขององค์กรต่างๆ ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับลดเป้าหมายการส่งออกปีนี้จากที่ตั้งไว้ 8-9% หรือมีมูลค่า 250,176 ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 7-7.5% หรือมีมูลค่า 245,585-246,733 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้มีการคิดคำนวณบนพื้นฐานตัวเลขค่าเฉลี่ยของสำนักงานส่งเสริมการค้าทั่วโลก (ทูตพาณิชย์) ที่ประเมินที่ 7.3% ส่วนหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ธปท. สศช. เฉลี่ยโต 6.8% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมส่งออกประเมินที่ 7.3% "นายกรัฐมนตรีได้กำชับใน ครม.และกระทรวงพาณิชย์ให้ติดตามสถานการณ์การส่งออกและผลกระทบจากค่าบาทอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทุกฝ่ายมีการปรับตัวและหาแนวทางในการแก้ไขสถานการณ์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิด และจะจัดประชุมร่วมกับภาคเอกชนต่อเนื่องทุกเดือน รวมถึงจะทบทวนตัวเลขเป้าหมายการส่งออกในทุก 3 เดือน ซึ่งจะอิงเรื่องค่าบาทแข็ง หากว่าสถานการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า ค่าบาทดีขึ้นจะขยับเป้าหมายให้อยู่ในเป้าหมายเดิมคือ 8-9%" นายบุญทรงกล่าว

ศึกษาเป็น ใช้เป็น เรียนรู้ เส้นสน'ม็อบ'ตามความ'จริง'

วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 36 ฉบับที่ 12856มติชนรายวัน ศึกษาเป็น ใช้เป็น เรียนรู้ เส้นสน'ม็อบ'ตามความ'จริง'
หากไม่มีการชุมนุมในแบบของ "แพทย์ชนบท" หากไม่มีการชุมนุมในแบบของ "แนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน" การปรากฏขึ้นของ "พีมูฟ" ก็ไม่มีความโดดเด่น ทั้งๆ ที่การเคลื่อนไหวของ "แพทย์ชนบท" ได้ชื่อว่าเป็นการเคลื่อนไหวของปัญญาชน คนเรียนเก่ง ระดับหัวกะทิ เช่นเดียวกับ "แนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน" อย่างน้อยก็มีคนอย่าง นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อย่างน้อยก็มีคนอย่าง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อย่างน้อยก็มีคนอย่าง พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ซึ่งเคยเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม ขณะที่ "พีมูฟ" มีแต่ชาวบ้าน ถึงมีนายประสงค์ ดอกลำไย ถึงมีนางสมปอง เวียงจันทน์ แต่ก็ล้วนเป็นรากหญ้า ไม่มีคำว่า "บัณฑิต" หรือ "มหาบัณฑิต" ต่อท้าย กระนั้น การเคลื่อนไหวของ "พีมูฟ" ก็มีลักษณะคืบหน้า แม้จะช้าเหมือนกับหนทางแห่งรอยทาก แต่ก็เป็นความคืบหน้า ไม่หยุดนิ่ง น่าศึกษา น่าสนใจ จุดต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการเคลื่อนไหวของ "แพทย์ชนบท" กับการเคลื่อนไหวของ "แนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน" และการเคลื่อนไหวของ "พีมูฟ" คืออะไร คำตอบ 1 คือ เป้าหมาย เด่นชัดอย่างยิ่งว่า "แพทย์ชนบท" ต้องการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จาก นายประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็นคนอื่น เป็นเป้าหมาย "การเมือง" เด่นชัดอย่างยิ่งว่า "แนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน" จะยืนหยัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวงจนกว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร จะออกไป เป็นเป้าหมาย "การเมือง" ขณะที่ "พีมูฟ" เริ่มจากพื้นฐานของตน นั่นก็คือ "ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม" (ขปส.) เป็นเป้าหมายทาง "สังคม" เป็นเป้าหมายเพื่อ "ความเป็นธรรม" เริ่มต้น "แพทย์ชนบท" ก็เรียกร้องให้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรี เริ่มต้น "แนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน" ก็เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก เป็นการเริ่มต้นจากปัญหาการเมือง สะท้อนความขัดแย้งอันยากที่จะประนีประนอมกันได้ ขณะที่ "พีมูฟ" อยู่ที่ปัญหา "เศรษฐกิจ" เมื่อยกระดับการเคลื่อนไหวโดยเริ่มจากปัญหาทางการเมือง ทั้งยังเป็นปัญหาอันคุกรุ่นจากภาวการณ์ดำรงอยู่ของรัฐบาล จึงไม่ยากในการแยกจำแนก แท้จริงแล้ว ปัญหาของ "แพทย์ชนบท" อาจไม่ได้อยู่ที่กระบวนการพีฟอร์ฟี อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวรัฐมนตรี อาจอยู่ที่ "อภ." องค์การเภสัชกรรม เช่นเดียวกับ "แนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน" เริ่มต้นเหมือนกับจะเป็น การปฏิเสธอำนาจของศาลโลกในกรณีปราสาทพระวิหาร แต่ในที่สุดก็เคลื่อนจากศรีสะเกษ มาลำตะคอง มาสนามไชย แล้วก็ปักหลักอยู่ท้องสนามหลวง เหมือนกับเป็นการรอคอย เหมือนกับเป็นการรอคอยผลการวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในเดือนตุลาคม แต่ความจริง "รอคอย" มากกว่านั้น นี่คือ จุดด่างอย่างมีนัยสำคัญ เพราะ "พีมูฟ" มิได้ต้องการล้มรัฐบาล ตรงกันข้าม "พีมูฟ" ต้องการผลักดันให้รัฐบาลขับเคลื่อนในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง ไม่ว่าเรื่องโฉนดชุมชน ไม่ว่าเรื่องธนาคารที่ดิน ยังตั้ง "ความหวัง" ที่ "รัฐบาล" จึงมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจต่อการปรากฏขึ้นของแต่ละม็อบอย่างมีการแยก จำแนก จำแนกให้ประจักษ์ในสายสัมพันธ์ จำแนกให้ประจักษ์ในการต่อสาย ยึดโยงและกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำ ขั้นสูง หรือแม้กระทั่งการเลือกทำเลอย่างท้องสนามหลวง เป็นต้น จำเป็นต้อง "รู้ม็อบ" จึงจะบริหารจัดการได้